ที่ผ่านมา เราได้แต่เพาะปลูกเมล็ดพันธุ์โกรธขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว มากบ้าง น้อยบ้าง บางทีทำให้มันเจริญโตบโตขึ้นมาจนรับมือกับมันไม่ไหว ทำให้ตัวเรา จิตใจเราเอง ร้อนเป็นไฟ แล้วจะทำอย่างไร ถ้าเมล็ดพันธุ์โกรธเกิดขึ้นมาแล้ว?

ฉันได้คำตอบโดยบังเอิญ จากหนังสือเล่มหนึ่ง ได้เขียนเกี่ยวกับความโกรธไว้อย่าง อ่อนโยนอ่านแล้วเข้าใจง่าย และยิ้มได้อย่าง อ่อนโยน “ฉันได้รู้วิธีโอบรับความโกรธแล้ว”  ด้วยการปลูก “เมล็ดพันธุ์แห่งสติ” ขึ้นมารับมือกับ “เมล็ดพันธุ์ความโกรธ” นั้น

เคล็ดลับวิธีการปลูกก็มีดังนี้

“หายใจเข้า ฉันรู้ว่าความโกรธกำลังเกิดขึ้นมา

หายใจออก ฉันดูแลความโกรธของฉัน

หายใจเข้า  ฉันรู้ว่าความโกรธนั้นยังอยู่ในตัวฉัน

หายใจออก ฉันโอบรับความโกรธด้วยความอ่อนโยน นุ่มนวล”

“ขอให้เราปล่อยให้ความโกรธ ความกลัวเหล่านั้น ได้อาบน้ำอยู่ในห้วงสติ มันเป็นสิ่งที่ประเสริฐมาก ที่เราจะสามารถโอบรับ โอบอุ้มความโกรธความกลัวของเราได้ในพลังแห่งสติ

และเธออาจใช้เวลาที่จะโอบรับความเจ็บปวด ความเศร้าโศกนั้นนานเท่านานที่ความรู้สึกนั้นต้องการ และหลังจากนั้น ความรู้สึกนั้นก็จะกลับไปสู่ที่ของมัน

เมื่อความรู้สึกนั้นได้กลับออกไปจากจิตสำนึกไปสู่จิตใต้สำนึกอีกครั้งหนึ่ง ในขณะที่เมล็ดพันธุ์ความโกรธก็จะเริ่มอ่อนตัวลง ถ้าเธอสามารถฝึกปฏิบัติได้อย่างสำเร็จ ในการที่จะโอบรับ โอบอุ้มความเศร้าโศกที่เกิดขึ้นมาบนจิตสำนึกของเธอ

เธอจะไม่มีความกลัวต่อเมล็ดพันธุ์ความโกรธเหล่านั้นที่จะเกิดขึ้นมาอีก เธอรู้ดีว่าเมล็ดพันธุ์ความโกรธเหล่านั้นได้ผุดขึ้นมาอีก เธอก็จะดูแลด้วยความรักความเมตตาและเมล็ดพันธุ์โกรธเหล่านั้นก็จะกลับไปนอนเนื่องอยู่ในจิตใต้สำนึก โดยพลังแห่งเมล็ดพันธุ์โกรธเหล่านั้นก็จะอ่อนตัวลง”

จากหนังสือ “ห้าวันที่ฉันตื่น กับติช นัท ฮันห์” เขียนโดย สหรัฐ เจตมโนรมย์

ขอฝากไว้อีกเล็กน้อยว่า การเราโกรธ เกลียด อาฆาตใครสักคน คนคนนั้นเค้าอาจจะไม่รู้ตัว หรือไม่ได้รับรู้อะไรมากมาย มีแต่ตัวเราเองนี่แหละที่ทั้งเจ็บปวดและรู้สึกแย่ เป็นการทำร้ายตัวเองโดยไม่รู้ตัว สู้เรารู้ตัวว่าโกรธและพยายามสลัดมันออกไปจากความคิดให้ได้เร็วที่สุดดีกว่า ยิ่งเก็บไว้ตัวเองนานเท่าไหร่ ยิ่งทำให้ตัวเองแย่ลงไปทุกที แรกๆอาจะจะทำยาก แต่หัดเตือนตัวเองบ่อยๆ จะสลัดมันทิ้งได้เร็วขึ้น ลองทำดูนะ แล้วเราจะยิ้มรับความโกรธนั้นได้

Posted by: donal03 | May 13, 2009

คำแนะนำดีๆ

คำแนะนำสำหรับปี 2009 โดย วอร์เรน บัฟเฟ่ตต์ .. บุคคลที่รวยที่สุดคนหนึ่งในโลก

ความขยัน      :  ทุกความขยัน…นำรายได้มาให้, แค่พูด…มีแต่นำความยากจนมาให้

ขี้เกียจ        :  กุ้งลอบสเตอร์ที่หลับ จะถูกกระแสน้ำพัดพาหายไป

เงินที่หาได้     :  อย่าพึ่งพา “แหล่งรายได้เพียงทางเดียว” เป็นอันขาด

(อย่างน้อย ทำให้ “การลงทุนใดๆ” เกิดเป็นรายได้แหล่งที่ 2 ของคุณ)

การใช้จ่าย     :  ถ้าคุณ“ซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็น”, คุณจะต้อง“ขายสิ่งที่จำเป็น”…ในไม่ช้า

การออม            :  อย่าเพียงออมเท่าที่เหลือจากการใช้จ่าย แต่ให้ใช้จ่ายในส่วนที่เหลือจากการเก็บออมแล้ว

การยืม        :  คนเป็น“ลูกหนี้” กลายเป็น…“ทาสของเจ้าหนี้”

ทำบัญชี       :  จะมีประโยชน์อะไรในการกางร่ม, ถ้ารองเท้าของคุณฉีกขาดอยู่

ตรวจสอบ     :  ระมัดระวังแม้รายจ่ายเล็กๆ น้อยๆ, รอยรั่วเล็กๆ สามารถจมเรือใหญ่ๆ ได้

การเสี่ยง      :  อย่าตรวจความลึกของแม่น้ำด้วยเท้า 2 ข้างเป็นอันขาด (มีแผนอื่นรองรับไว้ให้พร้อม)

การลงทุน      :  อย่าใส่ไข่ทั้งหมดของคุณ…รวมไว้ในตระกร้าเพียงใบเดียว

แปลและเรียบเรียง โดย

โอกาส ชาญเชาวน์กุล

หลังจากที่ไปเรียนภาษาอังกฤษมาเมื่อตอนเย็น ก็ได้ discuss กันเรื่องการทำงาน ผลสุดท้ายได้คำถามกลับมาว่า “ทำไมคนไทยถึงทำงานเลยเวลางานด้วย”

แน่นอนว่าภายในห้องเรียนมีคนไทยเยอะกว่าและต่างก็ยอมว่าแตละคนจำเป็นต้องทำงานหลังเวลาเลิกงานไปแล้ว จะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ช่วงนั้นว่ามีงานเร่งรีบแค่ไหน แต่ในห้องเรียนก็ไม่ใช่คนไทยทั้งหมด มีครูที่มาจากอังกฤษ แ ละนักเรียนสาวอีกคนเป็นคนฝรั่งเศสที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องการเงิน ที่เหลือ 7 คนเป็นคนไทย โดนสองคนนั้นถามแกมบ่นๆ ว่าทำไมคนที่นี่เค้าต้องทำงานเลยเวลา หลังเลิกงานแล้วก็ต้องทนอยู่ หรือแม้กระทั่งเวลาไปสังสรรกับเพื่อนๆ ก็ยังคิดไปว่า งานอีกวันสองวันหรือสัปดาห์หน้าจะทำอย่างไรกับงานที่กำลังจะมาถึงดี ไม่เข้าใจจริงๆ

ซึ่งต่างจากที่บ้านเค้า พอถึงเวลาเลิกงานทุกคนก็กลับ และตัดขาดเรื่องงานออกจากหัวไปเลย ไปทำกิจกรรมอื่นๆ โดยที่ไม่เกี่ยวกับงานเลย

หลังจากจบคลาสแล้วเลยเอามาคิดเล่นๆ ถ้าเราทำงานแค่แปดชั่วโมง พอหมดเวลาแล้วก็ turn off เรื่องงานไปเลยมันจะดีมากเลย แต่ก็คงเป็นไปได้ยาก 555

ลักษณะนิสัยการทำงานของแต่ละคน แต่ละประเทศ ก็ขึ้นอยู่กับสังคม สิ่งแวดล้อม ลักษณะภูมิประเทศ และปัจจัยหลายๆอย่าง เป็นเหมือนกันหมดคงไม่ดีมั้ง

มีประโยคหนึ่งมาฝาก ‘work-rich/time-poor’ and ‘work-poor/time-rich’ ชอบอันไหนก็ลองเอาไปปรับใช้กันเองนะคะ :D

Posted by: donal03 | April 24, 2009

The Song of memory

เมื่อคืน(23/04/09)ได้มีโอกาสไปงาน ที่บ้านจิมทอมสันมา เป็นงาน Exhibition เกี่ยวกับชาวเขาและเน้นเรื่องดนตรีและการแต่งกายของชาวเขา ชื่อของงานเลยชื่อว่า The song of memory ภายในงานมีการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ ชีวิตความเป็นอยู่ เสื้อผ้าการแต่งกาย เครื่องดนตรี และวีดีทัศน์เกี่ยวกับประเพณีของชาวเขา แล้วรอบๆงานก็จะมีชาวเขาตัวจริงเสียงจริง มาคอยเล่นดนตรีและร้องเพลงให้ฟัง ได้บรรยากาศมากเลย ^-^

ที่สำคัญ มีผู้นำเผ่า(ต้องขอโทษที ที่สืบมาไม่ได้ว่าจริงๆมาจากเผ่าไหน) เท่ห์มาก(แต่งตัวเป็นเอกลักษณ์ ใส่ชุดสีแดง สวมเครื่องเงินมากมาย ผมยาวสีเทารวบไว้ใต้หมวกอย่างเรียบๆ อายุเยอะแล้วแต่ดูแข็งแรงมาก) มาให้ข้อมูลแล้วก็อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับเผ่าของตัวเอง เท่าที่สังเกตเห็นและพยายามแอบเนียนฟังว่าเค้าคุยอะไรกัน ก็ได้ยินท่านผู้นำพูดภาษาอังกฤษเป็นไฟเลย(แน่นอนท่านผู้นำต้องพูดภาษาอังกฤษเพราะแขกที่คุยด้วยเป็นฝรั่ง) และ นักร้องหนุ่มเสียงดี น้ำเสียงนุ่มมาร้องเพลงกล่อมแขก นักร้องคนนี้ใส่ชุดสีขาว เรียบง่าย ไม่มี accessory เยอะเหมือนท่านผู้นำ ไม่รู้นักร้องผู้นี้พูดได้กี่ภาษาร้องเพลงภาษาของตัวเอง พูดไทยได้ชัดเจน พูดภาษาอังกฤษก็คล่อง(สงสัยเผ่านี้จะมีครอสเรียนพิเศษ) แล้วยังมี CD เพลงขอองตัวเองมาแจกอีก แต่สำหรับบางคนก็ขาย(5555 แผ่นละ 150) ตอนหลังจากเปิดงานเสร็จ มายืนอยู่ข้างหน้า ไอ้เราก็อยากได้ CD เพราะกล่อง CD มันตั้งอยู่ข้างหน้าตรงที่นั่งพอดี (ถ้าใจกล้าอีกนิด ก็ว่าจะขอตรงๆเลย :D )

แขกที่มาในงาน ส่วนใหญ่จะเป็น Designer แล้วก็หน่วยงานต่างๆ การแต่งกายก็จะเป็นแนวชาวเขาประยุค แต่จะออกไปทางคนเหนือมากกว่า มีทั้งไทย ฝรั่ง(อังกฤษ ฝรั่งเศส  และอื่นๆ เพื่อนที่ไปด้วยเป็นคนบอกว่าคนนี้คือใครมาจากที่ไหน แต่จำไม่ได้หรอกค่ะ เยอะจัด) ญี่ปุ่น  และ staff ของจิมทอมสันก็แต่งตัวเป็นชาวเขากัน ได้บรรยากาศมากเลย ถ้ารอบๆบ้านเป็นหุบเขานะใช่เลย

พอเปิดงานเรียบร้อยแล้วก็คุยกันนิดหน่อย รายการต่อไปก็คือรับประทานอาหารเย็น :D แน่นอนอาหารเป็น อาหารเหนือ น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อง ผักลวก ขนมจีนน้ำเงี้ยว ข้าวซอย แค๊บหมู กระบอง(ฟักทองทอด) แกงโฮ๊ะ ข้าวเงี้ยว ข้าวเหนียว หมูทอด ไส้อั่ว (อูยหิว) งานนี้ของกินอาจจะคุ้นเคย แต่ที่แปลกก็คือ กินข้าวเหนียวกับวายน์แดง แปลกดีแต่ก็เข้ากันได้ไม่น่าเชื่อ

โอกาสหน้าคงได้ไปร่วมแจมอีก จะไม่ลืมเอากล้องถ่ายรูปไปด้วย ครั้งนี้เตรียมกล้องไป แต่ไม่เอาแบตเตอรี่ไป อยากจะตีตัวเองแรงๆ T-T ไม่งั้นคงได้ภาพมาฝาก

ปล. งานนี้ทำให้รู้ว่าการทำธุรกิจเกียวกับผ้าไหม ไม่ได้ยุ่งแค่เรื่องผ้าอย่างเดียว แต่ต้องลงลึกไปถึงแนวคิดวิถีวิต และความเป็นอยู่ของมนุษย์ด้วย

Posted by: donal03 | February 9, 2009

The Show by LENKA

Posted by: donal03 | February 9, 2009

วันหยุดสบายๆ

     วันนี้ตื่นเช้ามากในรอบปี(7โมงเช้า) เพราะตั้งใจไว้ว่าจะไปทำบุญใส่บาตรกับเพื่อนๆ แต่ไม่ได้ไปที่วัดหรอก ไปJusCo ใกล้ๆ apartment ที่พักอยู่ นานๆทีไปฟังพระสวด โดนน้ำมนต์บ้าง เหอๆเพราะตั้งแต่เรียนมหาลัยก็ทำตัวห่างไกลวัด นับครั้งที่เข้าวัด หรือไปทำบุญที่วัดได้ พอเสร็จพิธีก็หิวไส้จะขาด ได้แต่นึกว่า ทำไมเราไม่อิ่มนะ(สงสัยจะทำบุญน้อยไป เลยไม่ถึงท้องตัวเอง 55555 ) ท้องก็ร้องอาละวาด เลยลากเพื่อนเดินไปหาข้าวกินกัน ไปนั่งเร่งเจ้าของร้านทั้งที่เค้ายังไม่พร้อมที่จะขาย (กดดันๆ คนมันหิว) โชคดีระหว่างที่รอก็เม๊ากระจายให้น้ำลายแตกฟองชะคอความหิวไป แต่พอได้ข้าวมาก็ต่างคนต่างเงียบ อิ่มจัง

    กลับมาที่ห้องตัวเอง เลยได้โอกาสชมต้นไม้หลังห้อง มีกล้วยไม้ต้นหนึ่ง ออกดอกมาสองช่อนานเกือบสองเดือนแล้ว จริงๆก็ชื่นชมทุกวันชอบมาก ที่สามารถเลี้ยงให้ออกดอกได้ มันเป็นความภูมิใจ เพราะส่วนใหญ่เลี้ยงกล้วยไม้จะเจอแต่ใบ รอบนี้ที่ออกดอกไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอะไร ใส่ปุ๋ยละมั้ง แม่ชอบห้ามไม่ให้ซื้อมาเลี้ยง สงสารมันเอามาแล้วก็ตาย(5555) แต่ส่วนใหญ่ที่เราซื้อมาเลี้ยงพออาการมันร่อแร่ ก็ขนกลับบ้านนอกไปให้แม่เยียวยา จนกลับมาดีกว่าเดิมกว่าตอนที่อยู่กับตัวเอง :D

หวาย ม่วง

หวาย ม่วง

มองดูทุกวัน ดูแล้วก็น่ารักดีสีสวย ขนาดดอกไม่เล็กไม่ใหญ่มาก กำลังดี

ต้นนี้จำชื่��ไม่ได้ แต่ด��กสีเหลื��ง

ต้นนี้จำชื่อไม่ได้ แต่ดอกสีเหลืองสำหรับต้นนี้กำลังรอคอยช่อดอกอยู่ ได้แต่หวังว่าจะแทงช่อออกมาในไม่ช้ากำลังแทงยอดใหม่

ต้นนี้กล้วยไม้เลี้ยงใบของจริง ตั้งแต่เลี้ยงมายังไม่เคยเจอดอกเลย เลยไม่รู้ว่าดอกเป็นยังไง แล้วมันก็เหี่ยวง่าย ทำไงดี

img_0188

เฟิร์นข้าหลวง

       สำหรับต้นนี้เรียกได้ว่า ดูห่างๆอย่างไม่ต้องห่วง เพราะสวยวันสวยคืน โตเร็วมากเขียวอื๋อเลย เพิ่มบรรยากาศสีเขียวระเบียงหลังห้องได้เป็นอย่างดี

ถ้าใครผ่านมาเจอก็มาแนะนำวิธีการดูแลต้นไม้ได้จะดีมากเลย เพราะที่มีอยู่ค่อนข้างจะถูกเลี้ยงแบบไม่ถูกวิธี

 

Posted by: donal03 | February 2, 2009

ความสุขอยู่ที่ใจ

 
“ความสุขอยู่ที่ใจ 
 
แต่คนส่วนใหญ่ไพล่ไปแสวงหาความสุขจากที่อื่น
 
หลายคนใช้เวลาทั้งชีวิตเลือกเก็บก้อนกรวดมาสะสมไว้ กองเป็นภูเขาเลากา
 
จากนั้นเพียรเก็บเอาก้อนกรวดเหล่านั้นมาคั้นเอาน้ำหวาน
 
กลับต้องพบว่าเหนื่อยเปล่า
 
เพราะไม่เพียงแต่ในก้อนกรวดจะไม่มีน้ำหวานเท่านั้น
 
แม้แต่น้ำเปล่าๆก็ไม่มีอยู่เสียด้วยซ้ำ
 
กว่าจะรู้ว่าน้ำหวานต้องคั้นจากน้ำอ้อยหรือจากปวงบุบผาลดามาลย์
 
อายุก็ล่วงเลยเข้าวัยชรา
 
เสียดายพลัง เสียดายเวลา เสียดายโอกาส
 
ที่ถูกใช้ไปอย่างไร้แก่นสาร
 
สู้เหนื่อยยากลำบากแทบตาย กว่าจะพบว่า
 
ไม่มีน้ำหวานซ่อนอยู่ในก้อนกรวด
 
แม้เพียงหยดเดียว”
 
จากหนังสือ “ธรรมะสบายใจ” ว.วชิรเมธี
 
Posted by: donal03 | November 5, 2008

บ้านสวน

กลับมาเล่าเรื่องบ้านสวนต่อ จากวันแม่ที่ได้เอารูปสวนของแม่มาลงหุหุ  

หลังจากน้ำตกเสร็จ สวนหย่อมก็ตามมา(สวนหย่อมจริงๆ มีอย่างละนิดอย่างละหน่อย แต่นั่งดูแล้วก็รู้สึกสบายตาดี) แล้วก็มีสัตว์เล็กสัตว์น้อยมาอยู่มากมาย :D

Posted by: donal03 | August 12, 2008

วันแม่

   วันแม่แต่กลับต้องอยู่ที่ห้อง(อพาร์ทเม้น คุณป้า)คนเดียว แถมยังฝนตกอีกออกไปตะลอนที่ไหนๆก็ไม่ได้ ด้วยอากาศและสังขารตัวเองไม่อำนวย ไม่งั้นเวลานี้คงไปนอนตีพุงอยู่ที่บ้านแล้ว

    รู้สึกตัวเองเป็นลูกที่ดีมาก เมื่อเช้าแม่ต้องโทรศัพท์มาปลุกแต่เช้า ปลุกสองรอบด้วย(ขี้เซาจริงๆคนเรา) “ตื่นได้แล้วลูก พี่ๆหลานๆ มาไหว้แม่กันหมดแล้ว ดอกมะลิหอมฟุ้งเลย อะไรลูกยังไม่ตื่นอีกเหรอ! ตื่นมาไหว้แม่ซะดีๆ” จ้า….คุณแม่ สวัสดีวันแม่ค่ะ 5555 หนูขอไหว้แม่ผ่านทางโทรศัพท์ก็แล้วกัน ขอให้มีความสุขมากๆและสุขภาพดีตลอดไปนะคะ!

   พอตื่นได้สักพักก็นั่งนึกถึงบ้าน ป่านนี้ที่บ้านคงกำลังโกลาหล อลม่าน เพราะหลานๆจอมซน เล่นกันอยู่อย่างสนุกสนานแน่เลย เราเลยมานั่งดูรูปที่บ้านเล่นๆดีกว่า มาเจอรูปน้ำตกที่แม่แสนจะภูมิใจ มันมีตำนานแสนจะยาวนาน

   นี่เป็นรูปล่าสุดที่คิดว่าโดนใจเจ้าของสวนน้ำตกแห่งนี้มากที่สุดแล้ว เพราะเมื่อก่อน ถ้าจำไม่ผิด พ่อให้ช่างมาทำตามความประสงค์ของแม่(5555) ตั้งแต่เดือนสิงหาปี 2532 ที่จำได้เพราะว่า สมัยนั้นแอบลงเล่นน้ำบ่อยมากแล้วจะมีรอยจารึกว่าสร้างเมื่อไหร่ ตอนนั้นขนาดของสระเล็กกว่านี้สักครึ่งหนึ่งได้ แล้วมันก็เดี๋ยวรั่ว เดี๋ยวซึม เลยต้องทุบทำใหม่ ไม่รู้กี่รอบ สุดท้ายก็ได้มาหน้าตาแบบนี้แหละ 

   กลับไปบ้านทีไร ตื่นมาตอนเช้าก็นั่งจิบกาแฟฟังเสียงน้ำตก(ที่เราสั่งให้มันตกเมื่อไหร่ก็ แค่เพียงกดสวิต on/off) หรือตอนเย็นๆพลบค่ำก็มานั่งรับแสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าพร้อมกับบรรยากาศน้ำไหล (555 เว่อร์มาก แต่จริงๆแล้วอยู่ใกล้บรรกาศแบบนี้ก็ทำให้รู้สึกดีเหมือนกันนะ) ^-^

มีคุณตานั่งตกปลาอารมณ์ดีตลอด 24 ชั่วโมง

มองมุมสูง

 อย่าดูใกล้นะ จะเห็นนกมีรอยต่อ เพราะอยู่มานานแล้วตั้งแต่เวอร์ชั่นก่อนจะมาเป็นน้ำตกแห่งนี้

บรรยากาศรอบๆน้ำตก

ผีเสื้อกำลังชื่นชมดอกโมก

รูปทั้งหมดเป็นบรรยากาศตอนที่ทำเสร็จใหม่ๆ ช่วงตรุษจีน อีกสองเดือนต่อมากลับบ้านไปอีกรอบ ปรากฎว่าน้ำตกเปลี่ยนไป น่าแปลกนะ ทำไมเปลี่ยนได้เร็วอะไรขนาดนี้ เอาไว้จะมาเล่าเรื่อง ตามรอยน้ำตกตอนต่อไป :D

วันนี้แทบจะกรี๊ด เมื่อโค้ดจาก SourceSafe ลงมาแก้ไข ภายใน พริบตาเดียว โค้ดนั้นก็กลายเป็น โค้ดที่เริ่มแรกเดิมที คือ แทบจะไม่มีอะไรเลย ทำอยังไงดีนี่ Oh my god ! (ขออุทานเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อจะได้เก่งๆ 5555) จะถอยหลังกลับไป version เก่าก็ไม่ได้ เพราะเราไม่เคย check in เก็บไว้(ลืมได้ไงนี่ ทำงี้ได้ไง – -”)

ทันใดนั้นก็นึกถึงอตีด เมื่อกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เราเคยใช้ toolตัวหนึ่งที่มันสามารถเปิด file.classได้ จึงสืบเสาะ หามาได้จากเพื่อนๆ ได้ keyword มาว่า JAD เป็นการ decompile java นั้นเอง และได้การอุปการะคุณจากเพื่อนที่แสนดี หา resource มาให้อย่างเพียบพร้อม และต้องขอขอบคุณ ผู้ก่อร่างสร้างเว็บที่ให้ความรู้นี้เอาไว้(หุหุ)เว็บที่ว่าคือ http://www.cp.eng.chula.ac.th/~u48nph/javaKB/JavaDecompiler.htm

JAD เป็นโปรแกรมที่รันได้ บนDOS และมีแบบที่เป็นหน้าตาแบบ windows แต่เรียกใช้ JAD ภายใน ซื่งแน่นอน ใช้ในรูปแบบ windows สะดวกกว่าเยอะ

เราเลยเลือกตัวนี้มาใช้ JCavaj Java Decompiler v1.00.zip งานนี้ก็เลยรอดตัวไป

อ้อลืมบอกไป ที่เอากู้ code จาก class มาก็เพราะว่า วันนี้นั่งแก้ส่วนอื่นมาก่อนและเทสทั้งวัน พอจะมาแก้ไขส่วนนี้เลยเกิดเรื่อง เหอๆ พอเอาcode กลับคืนมาได้แล้วก็หิวจนไส้จะขาด………

Older Posts »

Categories